บึมสนั่นไซต์ก่อสร้างรถไฟใต้ดินโสมขาว คนงานดับ 4 เจ็บ 10

เกิดระเบิดในเขตก่อสร้างรถไฟใต้ดิน เมืองนามยางจู ของเกาหลีใต้ คนงานเสียชีวิต 4 เจ็บ 10 คาดถังออกซิเจนที่ใช้เชื่อมเหล็กระเบิด…

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 มิ.ย. เกิดเหตุระเบิดในเขตก่อสร้างรถไฟใต้ดิน ในเมืองนามยางจู ใกล้กับกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ ขณะที่คนงานกำลังทำงานเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย ซึ่งอยู่ติดใต้ซากปรักหักพังของคานเหล็กลึกลงไปใต้ดิน 15 เมตร หรือ 49 ฟุต โดยร่างหนึ่งในผู้เสียชีวิต ถูกพบบนพื้นดินในสภาพร่างแหลกเหลวจากแรงระเบิด ขณะที่ผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย ถูกพบใต้ดิน และอีก 3 คนบาดเจ็บสาหัส ส่วนสาเหตุการระเบิด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่า เกิดจากถังออกซิเจนที่ใช้เชื่อมเหล็กระเบิดเบื้องต้นคาดว่า สาเหตุเกิดจากถังออกซิเจนที่ใช้เชื่อมเหล็กระเบิด

มีคนตายจากเหตุระเบิดไม่ต่ำกว่า 3 ราย

หน่วยกู้ภัยโรยตัวลงไปที่ชั้นใต้ดิน

ที่มา>>>Thairath

ผบ.ทร.เป็นปธ.ปิดการฝึกภาคสาธารณะของ นร.จ่าใหม่ ประจำปี 59

แม่ทัพเรือ” เป็นประธานพิธีปิดการฝึกภาคสาธารณศึกษา นักเรียนจ่าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2559 ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ สัตหีบ โดยมี เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือให้การต้อนรับ พร้อมสวนสนามทางเรือ

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 1 มิ.ย.59 ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร.เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกภาคสาธารณศึกษา นักเรียนจ่าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2559 ณ ลานสวนสนามหน้ากองบังคับการ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยในพิธีประกอบด้วย พิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ พิธีสวนสนามทางบกของนักเรียนจ่าใหม่ รวมทั้งพิธีสวนสนามทางเรือด้วยเรือเล็กของนักเรียนจ่าชั้นปีที่ 2 โดยมีพล.ร.ท.พิเชฐ ตานะเศรษฐ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับนักเรียนจ่าใหญ่ทำความเคารพ ผบ.ทร.

โดยโรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นสถาบันหลักที่ผลิตนายทหารประทวนชั้นจ่า ให้มีความรู้พื้นฐานตามสาขาวิชาชีพทหารเรือ รวมทั้งมีจิตสำนึกความเป็นทหารอาชีพที่มีคุณธรรม ปัจจุบันมี น.อ.วิรัตน์ สมจิตร เป็นผู้บังคับการ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ได้ดำเนินการฝึกภาคสาธารณศึกษา นักเรียนจ่าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2559 ให้เป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ที่ได้ให้ความสำคัญต่อสถานศึกษาในขั้นพื้นฐานของกองทัพเรือเป็นหลัก ระยะเวลาในการฝึก จำนวน 30 วัน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 1 มิถุนายน 2559 ณ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี นาวาเอกจิตติพงศ์ ศรีธัญญา เป็นผู้อำนวยการฝึก มีผู้เข้ารับการฝึกและสำเร็จหลักสูตรภาคสาธารณศึกษา นักเรียนจ่าใหม่ ประจำปีการศึกษา 2559 จำนวน 919 นาย ซึ่งภายหลังจากพิธีปิดการฝึกฯ โรงเรียนชุมพลทหารเรือจะส่งตัวนักเรียนจ่าใหม่ที่สำเร็จหลักสูตรการฝึกฯ เข้ารับการศึกษาต่อโดยแยกตามสายวิทยาการ จำนวน 386 นาย ประกอบด้วยผบ.ทร.ดูงานของ นร.จ่าใหม่ประจำปี59

1. โรงเรียนอิเล็กทรอนิกส์ กองวิทยาการ กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ จำนวน 91 นาย 2. โรงเรียนสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ กองวิทยาการ กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ จำนวน 80 นาย 3. โรงเรียนทหารนาวิกโยธิน ศูนย์การฝึก หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จำนวน 170 นาย 4. โรงเรียนนาวิกเวชกิจ ศูนย์วิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ จำนวน 45 นายจก.ยศ.ทร.ต้อนรับ ผบ.ทร.

สำหรับความเป็นมาของโรงเรียนชุมพลทหารเรือนั้น นับจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 กรณีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรสยาม (ไทย) กับฝรั่งเศส วิกฤตการณ์ที่ไทยถูกกองเรือฝรั่งเศสรุกราน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2436 ซึ่งนอกจากทำให้ไทยจำต้องยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และนำไปสู่การสูญเสียดินแดนประเทศราชของไทยในเขมรและลาวที่เหลืออยู่ในเวลาต่อมาแล้ว ยังเป็นปฐมเหตุหรือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ “องค์บิดาของทหารเรือไทย” ทรงมุ่งมั่นวางรากฐานการปรับปรุงกิจการทหารเรือและสร้างให้คนไทยมีความสามารถในการทหารเรือ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาชาวต่างชาติเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตตรวจพลสวนสนามทางเรือ

โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ถือเป็นสถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่ง อันสืบเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นสถาบันการศึกษาที่ทำหน้าที่ผลิตกำลังพลนายทหารชั้นประทวนให้มีความรู้ความสามารถออกไปปฏิบัติหน้าที่ ตามกรมกองหรือหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีสถานะเป็นโรงเรียนชุมพลทหารเรือนั้น ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2438 (ร.ศ.114) เริ่มมาจากการก่อตั้งโรงเรียนนายสิบทหารเรือ โดยคัดเลือกนักเรียนจากบุตรข้าราชการทหารเรือที่มีความประพฤติดีเข้าเป็นนักเรียนตรวตพลสวนสนามทางบก

กรมทหารเรือ ได้ปรับปรุงและพัฒนาให้จ่าและพลทหารได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นตามกาลสมัย จึงให้ยุบโรงเรียนนายสิบทหารเรือ แล้วตั้งโรงเรียนจ่า และโรงเรียนพลทหารขึ้นแทน ประกอบด้วย โรงเรียนจ่าอาวุธ โรงเรียนจ่าตอร์ปิโด โรงเรียนจ่าช่างกล โรงเรียนพลทหารเรือกรุงเทพ โรงเรียนพลทหารช่าง และโรงเรียนพันจ่าทหารเรือ ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2461 กระทรวงทหารเรือ ได้ออกข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาและสถานที่ศึกษาใหม่ โดยให้รับพลทหารเกณฑ์ใหม่เข้าเรียน และจัดตั้งโรงเรียนขึ้นตามสถานที่ต่าง ๆ ได้แก่

1. กองโรงเรียนพลทหารเรือ ตามจังหวัดชายทะเล 6 แห่ง ขึ้นตรงกับกรมทหารเรือชายทะเล ประกอบด้วย กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 1 (สมุทรสงคราม) กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 2 (สมุทรสาคร) กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 3 (พระประแดง) กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 4 (สมุทรปราการ) กองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 5 (บางพระ จังหวัดชลบุรี) และกองโรงเรียน พลทหารเรือที่ 6 (บ้านเพ จังหวัดระยอง) 2. โรงเรียนจ่าทหารเรือ (ตั้งอยู่ที่ป้อมเสือซ่อนเล็บ) ขึ้นตรงกับกรมยุทธศึกษาทหารเรือ 3. โรงเรียนจ่าปืน ขึ้นตรงกับกรมสรรพาวุธทหารเรือ
4. โรงเรียนจ่าตอร์ปิโดและทุ่นระเบิด ขึ้นตรงกับกรมสรรพาวุธทหารเรือ 5. โรงเรียนจ่าประดาน้ำ ขึ้นตรงกับกรมสรรพาวุธทหารเรือ 6. โรงเรียนจ่ากลจักร ขึ้นตรงกับกรมยุทธโยธาทหารเรือ 7. โรงเรียนจ่าอาณัติสัญญาณ ขึ้นตรงกับกรมเสนาธิการทหารเรือสุภาพบุรุษทหารเรือ

สำหรับทหารเกณฑ์ที่ส่งไปศึกษาตามโรงเรียนจ่าต่างๆ นั้น ต่อมาให้เรียกว่า “นักเรียนจ่า” และนักเรียนจ่าผู้สอบไล่ได้รับประกาศนียบัตร ให้เรียกว่า “จ่าสำรอง” ต่อมาได้มีการรวม ยุบเลิก และเปลี่ยนแปลงโรงเรียนจ่าทหารเรือ อีกหลายครั้ง จนกระทั่งวันที่ 30 มีนาคม 2469 มีคำสั่งกระทรวงทหารเรือ ที่ 539/21082 ให้รวมการโรงเรียนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เป็น “กองโรงเรียนจ่าสำรอง” และเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2472 ได้มีคำสั่งกระทรวงทหารเรือ ที่ 38/01258 ให้เปลี่ยนชื่อจาก “กองโรงเรียนจ่าสำรอง” เป็น “กองโรงเรียนชุมพลทหารเรือ” เพื่อให้เหมาะสมกับหน้าที่ และให้ถือเอาวันที่ 29 เมษายน 2472 เป็นวันก่อตั้งโรงเรียนชุมพลทหารเรืออย่างเป็นทางการ ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ป้อมเสือซ่อนเล็บ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมี นาวาโทหลวงสวัสดิ์ นาวาวิก เป็นผู้บังคับการโรงเรียน (ท่านแรก).

ที่มา>>>Thairath

มาแล้วข้าวเปลือกเขมร ลอบขนขายในไทย กกล.บูรพายึดได้ 25 ตัน

ทหารกองกำลังบูรพา ร่วมกับศุลกากรอรัญประเทศ สกัดรถพ่วง 22 ล้อ บรรทุกข้าวเปลือกจากชายแดนสระแก้ว มุ่งหน้าบุรีรัมย์ คนขับเห็นท่าไม่ดีทิ้งรถวิ่งหนี ในรถมีข้าวรวม 25 ตัน พบลอบขนข้ามแดนจากเขมร…

วันที่ 30 พ.ค. 59 ที่สำนักงานด่านศุลกากรอรัญประเทศ บ้านคลองลึก ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นายสาธิต ภู่หอมเจริญ นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังบูรพา เข้าทำการตรวจค้น และตรวจสอบรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาวคาดเขียว หมายเลขทะเบียน 82-5563 บุรีรัมย์ กระจกหน้ารถติดสติกเกอร์ ชมรมผู้ประกอบการขนส่ง 999 ลูกพ่วงหมายเลขทะเบียน 82-5564 บุรีรัมย์ กระบะท้ายคลุมด้วยผ้าใบอย่างมิดชิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอรัญประเทศ ร่วมกับทหารกองกำลังบูรพา ทำการตรวจยึดมาจากริมถนนธนะวิถี สายอรัญประเทศ-ตาพระยา บริเวณหลัก กม.ที่ 44 หน้าทางเข้าหมู่บ้านแก้วเพชรพลอย ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ภายหลังจาก พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา สั่งการให้เจ้าหน้าที่ร่วมออกลาดตระเวนสกัดกั้นจับกุมขบวนการลักลอบขนข้าวเปลือกเถื่อนจากกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทยต่อมา ขณะออกตรวจตามถนนธนะวิถี สายอรัญประเทศ-ตาพระยา มาถึงบริเวณหลัก กม.ที่ 44 หน้าทางเข้าหมู่บ้านแก้วเพชรพลอย ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พบรถยนต์บรรทุกพ่วง 22 ล้อ กระบะท้ายคลุมด้วยผ้าใบอย่างมิดชิด ขับออกมาจากทางเข้าหมู่บ้านแก้วเพชรพลอย ขึ้นบนถนนธนะวิถี มุ่งหน้าจะไป จ.บุรีรัมย์ จึงได้แสดงตัวส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อตรวจสอบ แต่คนขับรถคันดังกล่าวอาศัยความมืดจอดรถไว้ริมถนนแล้ววิ่งหลบหนีหายไป ตรวจในรถพบว่าบริเวณใต้ผ้าใบในกระบะท้ายรถพ่วง มีข้าวเปลือกบรรทุกอยู่เต็มกระบะ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นข้าวเปลือกที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศกัมพูชา น้ำหนักรวมประมาณ 25 ตัน บรรทุกอยู่ในกระบะรถหัวลากจำนวน 12 ตัน และบรรทุกในกระบะลูกพ่วงจำนวน 13 ตัน ไม่มีเอกสารใดๆ จึงมอบของกลางและหลักฐานทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนปราบปราม ด่านศุลกากรอรัญประเทศ ทำการจับกุมผู้ขับขี่และเจ้าของรถมาดำเนินคดี ส่วนนายทุนคาดว่าอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสอบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

จับเสือวัดป่าหลวงตาบัว วันแรกได้แค่ 2 ตัว ใช้ซากไก่ล่อ-ยิงยาสลบ

กรมอุทยานฯ ขอหมายศาล เข้าจับเสือโคร่ง 137 ตัว ของ วัดป่าหลวงตาบัวจ.กาญจนบุรี พบอุปสรรคเล็กน้อย โดยวันนี้จับได้เพียง 2 ตัว โดยใช้ซากไก่สดล่อ-ยิงยาสลบ ยังเหลืออีก 135 ตัว คาดขนย้ายทั้งหมดได้ใน 7-10 วัน

ความคืบหน้า กรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ดำเนินการ ขนย้ายเสือโคร่งพันธุ์เบงกอล จำนวน 147 ตัว ออกจากวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปัณโณ หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมอุทยานฯ ได้ขนย้ายเสือไปแล้ว 2 ครั้ง คือ วันที่ 28 ม.ค. จำนวน 5 ตัว และวันที่ 23 ก.พ. จำนวน 5 ตัว รวม 10 ตัว ทั้งหมดนำไปไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ จำนวน 137 ตัว ที่จะย้ายออกทั้งหมดล่าสุด วันนี้ 30 พ.ค. 59 นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายศิริ อัคคะอัคร ผอ.สำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานฯ (ผอ.สปฟ.) นายสมศักดิ์ ภู่เพ็ชร์ ผอ.ส่วนยุทธการป้องกันและปราบปราม กรมอุทยานฯ นายสุนทร ฉายวัฒนะ ผอ.ส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ นายชาญวิทย์ กันยา นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมอุทยานฯ นายบรรพต มาลีหวล หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี นายชาติชาย ศรีแผ้ว หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง พ.ต.อ.ชวลิต สุขสุวรรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.บัณฑิต ม่วงสุขำ ผกก.สภ.ไทรโยค พ.อ.ฐนิตพัฒน์ อุทะนุตนันท์ รอง ผบ.ร.29 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.กาญจนบุรี จำนวนมาก เดินทางไปที่วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี

โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้นำเต็นท์มากางตั้งเป็นกองบัญชาการชั้วคราว ที่บริเวณริมถนนสาย 323 ด้านหน้าวัดป่า หลังจากคณะเจ้าหน้าที่มากันอย่างพร้อมเพรียง นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ได้นำทีมเข้าไปเจรจาขั้นพื้นฐานกับ พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ภักดิ์จรุง รองประธานมูลนิธิฯ และกรรมการบริษัท ไทยเกอร์ แทมเพิล จำกัด แต่เมื่อไปถึงประตูทางเข้า ปรากฏว่า ทางวัดป่าได้นำแผงเหล็กมากั้นทางเข้าเอาไว้ พร้อมกับมีป้ายเขียนข้อความว่า ไม่อนุญาตให้เข้า เจ้าหน้าที่ได้แต่ยืนรอ เนื่องจาก พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ภักดิ์จรุง รองประธานมูลนิธิฯ และกรรมการบริษัท ไทยเกอร์ แทมเพิล จำกัด ไม่ได้อยู่ที่ออฟฟิตที่อยู่ด้านหน้าวัดดังนั้น นายอดิศร จึงมอบหมายให้ นายยรรยง เลขาวิจิตร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง จ.ราชบุรี) โทรศัพท์ไปหา พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ขอร้องให้ออกมาเจรจา ในการดำเนินการขนย้ายเสือ ซึ่งไม่นานนัก พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ก็ได้ขับรถยนต์ส่วนตัวออกมาจากภายในวัด และมาเจรจากับนายอดิศร ที่บริเวณประตูทางเข้าวัด ท่ากลางกองทัพสื่อมวลชน ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสื่อมวลชนสาย NGO ซึ่งการเจรจาใช้เวลานานกว่า 30 นาที แต่ก็ไม่สามารถตกลงกันได้ โดยทาง พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ไม่ยอมอนุญาตให้คณะเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการขนย้ายเสือ พร้อมทั้งบอกว่า หากใครฝ่าฝืนเข้าไปจะดำเนินการทางด้านกฎหมายกับผู้ที่บุกรุก

ส่วนทาง นายอดิศร บอกว่า หากทาง พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ไม่อนุญาต ให้คณะเจ้าหน้าที่เข้าไปขนย้ายเสือ ก็จะดำเนินคดีในข้อหาเจตนาที่จะครอบครองสัตว์ป่า ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 19 มีโทษตามมาตรา 47 ต้องระวางโทษ จำคุกสูงสุดไม่เกิน 4 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งบรรยากาศการเจรจาเป็นไปอย่างตึงเครียด

โดยหลังจากที่ พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ไม่ยินยอมให้คณะเจ้าหน้าที่เข้าไปภายใน นายอดิศร จึงได้มอบหมายให้ นายชาติชาย ศรีแผ้ว หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง เดินทางไปที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อขออนุมัติหมายค้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยหากศาลจังหวัดกาญจนบุรี อนุมัติหมายค้นให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อไหร่ คณะเจ้าหน้าที่ก็จะเร่งดำเนินการขนย้ายเสือในทันที ขณะเดียวกัน ทาง พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ก็จะยื่นคัดค้านการออกหมายค้นเช่นกันต่อมา เวลา 11.30 น. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้อนุมัติหมายค้น ที่ มค 432/2559 ให้กับผู้ร้องขอ คือ นายสินชัย เอกทรัพย์สกุล เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อทำการตรวจค้นวัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน และมูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีพระสุทธิสารเถร เป็นเจ้าอาวาส และประธานมูลนิธิ และนายอธิธัช ศรีมณี ผู้ดูแล จากนั้น นายชาติชาย ศรีแผ้ว หน.สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปราม ที่1ภาคกลาง นายชาญวิทย์ กันยา นิติกรชำนาญการพิเศษ ได้นำหมายศาลมาให้นายอดิศร นุชดำรง รองอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากนั้น พ.ต.อ.บัณฑิต ม่วงสุขำผกก.สภ.ไทรโยค ได้โทรศัพท์ติดต่อให้ พ.ต.อ.ศุภิฏพงศ์ ภักดิ์จรุง รองประธานมูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ตัวแทนวัดเสือ ให้มาร่วมปรึกษาในเรื่องการดำเนินการตามกฎหมาย หลัง พ.ต.อ..ศุภิฏพงศ์ ได้ทราบและตรวจสอบดูรายละเอียดของหมายศาล ก็ยอมรับทราบ แต่ไม่ยอมเซ็นรับหมายศาล แต่ยอมให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ของวัดขัดขวางแต่อย่างใด

จากนั้น รองอธิบดี จึงส่งกำลังเข้าไปพร้อมทีมสัตวแพทย์ชุดแรก จำนวน 20 คน เขาไปในวัด เพื่อสำรวจความเรียบร้อย ราว 10 นาที เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ออกมาแจ้งว่า บริเวณด้านในเกาะเสือที่เป็นสถานที่เลี้ยงเสือมีการปล่อยเสือโคร่งขนาดใหญ่ ออกจากกรงเดินเพ่นพ่าน จำนวน 5 ตัว รวมทั้งยังมีการให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเสือ จึงได้นำกำลังทยอยเข้าไปพร้อมสื่อมวลชน หลังไม่สามารถเข้าไปในบริเวณเกาะเสือได้

ต่อจากนั้น นายอดิศร ได้หารือร่วมกับ พันเอก สราวุธ ไชยสิทธิ์ ผบ.ร.29 พล.ร. 9 ได้แนวทางปฏิบัติแบ่งกำลังออกเป็นสองชุด ชุดแรก เตรียมยิงยาสลบ ส่วนอีกชุดเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้เข้าทำการตรวจสอบ บริเวณแตนบ่อยไทเกอร์ ที่เป็นพื้นที่ซึ่งขุดลึกลงจากพื้นลงไป ทำเป็นสถานที่ให้เสือเดินโชว์ พบว่า เจ้าหน้าที่วัดเสือกำลังนำเสือโคร่ง ที่นำออกมาโชว์ให้นักท่องเที่ยวชม จำนวน ราว 10 ตัว เพื่อไปเข้ากรงเลี้ยง รองอธิบดี จึงให้เจ้าหน้าที่ไปทำการควบคุม ไม่ให้นำเสือไป โดยเจ้าหน้าที่ควบคุมเสือต่าง วิ่งหนีปล่อยให้เจ้าหน้าที่เข้าดูเสือเอง เจ้าหน้าที่อุทยานฯ จึงนำกำลังพร้อมทีมสัตวแพทย์นำปืนยิงยาสลบ ลงไปดำเนินการยิงเสือทันที

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้เชื่อว่า จะมีการขนย้ายเสือได้เพียงบางส่วน ไม่เกิน 10 ตัว เนื่องจากมีอุปสรรคในการไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่วัดเสือ รวมทั้งมีการปล่อยเสือออกจากกรงขัง เดินเพ่นพ่านอีกด้วย ส่วนเสือที่ทำการขนย้าย จะนำไปดูแลที่ศุนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน และเขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยเจ้าหน้าที่จะทำการขนย้ายเสือทั้งหมด 137 ตัว ในกำหนดเวลา 7-10 วัน โดยเจ้าหน้าที่ ได้วางกำลังดูแลทางเข้าออกวัดและภายในวัดตลอดเวลา ในการปฏิบัติการสำหรับเสือโคร่งในบัญชีของกลาง มีทั้งหมด 147 ตัว โดยกรมอุทยานฯ ได้เตรียมทีมคณะสัตวแพทย์เอาไว้ จำนวน 5 ทีม เป้าที่วางไว้ คือ ขนย้ายเสือวันละ 20 ตัว หรือมากกว่านั้น

โดยคณะเจ้าหน้าที่ ได้ลงพื้นที่แคนยอนไทเกอร์ และใช้ซากไก่สดเป็นเหยื่อล่อเสือ เวลา 17.20 น. สามารถจับเสือตัวแรกได้ 1 ตัว ขณะที่ เวลา 17.50 น. เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ยิงยาสลบเสือได้อีก 1 ตัว ที่เกาะเสือ และหามร่างหมดสติเข้ากรงบนรถบรรทุก 6 ล้อ เตรียมนำส่งที่ จ.ราชบุรี

ที่มา>>>Thairath

หนุ่ม 18 สูญหายขณะเล่นน้ำตก ‘โตนงาช้าง’ คาดถูกกระแสน้ำพัด

หนุ่ม 18 สูญหาย ขณะลงเล่นน้ำตกโตนงาช้าง จ.สงขลา นักประดาน้ำออกค้นตามแอ่งทั้ง 7 ชั้น กระทั่งค่ำไม่พบ มีเพียงเสื้อ รองเท้า วางทิ้งโขดหินชั้น 3 คาดกระแสน้ำพัดจากจุดนี้ เพราะมีแนวผาสูง เตรียมค้นหาอีกครั้งช่วงเช้า …

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 พ.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักท่องเที่ยวสูญหายขณะขึ้นไปเที่ยวบนชั้นที่ 3 ของน้ำตกโตนงาช้าง ซึ่งเป็นน้ำตกชื่อดังมีความสวยงามที่สุดของ จ.สงขลา ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง หมู่ 7 ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยทราบชื่อนักท่องเที่ยวรายนี้คือ นายสุริยา เกลากลึง อายุ 18 ปี เป็นชาว ต.ไกรกลาง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย สูญหายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังขึ้นไปเที่ยวเล่นน้ำบนน้ำตกชั้น 3 พบเพียงรองเท้า กระเป๋าสะพาย และเสื้อผ้าวางกองรวมอยู่บริเวณข้างโขดหิน

เวลาต่อมา ญาติๆ พยายามออกตามหา บริเวณน้ำตกชั้นต่างๆ ที่สูงขึ้น รวมทั้งชั้นล่าง กระทั่งตกเย็นก็ยังไม่พบตัว ตัดสินใจแจ้งเจ้าหน้าที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เพื่อขอความช่วยเหลือออกตามหาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ระดมเจ้าหน้าที่ช่วยออกตามหา กว่าสามชั่วโมงแต่ก็ไม่พบตัวเช่นกัน คาดเดาว่า นายสุริยา อาจจะพลัดตกลงมาจากชั้น 3 ลงมาชั้น 2 ซึ่งมีความสูงประมาณ 350 เมตร จึงประสานไปยังหน่วยกู้ภัยท่งเซียเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่ เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่ชุดประดาน้ำออกค้นหาตามแอ่งน้ำที่อยู่ระหว่างชั้น 2 กับ ชั้น 3 เนื่องจากเป็นจุดที่มักจะพบร่างนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุพลัดตกจากชั้น 3 ลงมาจมอยู่ทุกครั้ง

จนกระทั่งเวลาประมาณ 1 ทุ่ม เจ้าหน้าที่ต้องยุติการค้นหาเนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวย เริ่มมืดและมีฝนตก น้ำค่อนข้างไหลแรง โดยจะเริ่มค้นหาอีกครั้งในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้เจ้าหน้าที่ยุติการค้นหา เนื่องจากเริ่มมืด และมีฝนตก

จากการสอบถาม นายสุริยา บัวเผือน อายุ 32 ปี ญาติของนายสุริยา บอกว่า ครอบครัวได้เดินทางมาท่องเที่ยวที่น้ำตกโตนงาช้างแห่งนี้ด้วยกัน 6 คน แต่ผู้สูญหายและเพื่อนอีก 3 คน ได้ชวนกันขึ้นไปเที่ยวเล่นน้ำบนชั้น 3 และแยกย้ายกันไปเดินเที่ยวกระทั่งได้หายไปพบเพียงรองเท้า กระเป๋า และเสื้อผ้าวางกองอยู่ข้างโขดหินดังกล่าว โดยพวกตนทั้งหมดเดินทางมาเที่ยวที่น้ำตกโตนงาช้างเป็นครั้งที่ 3 เพื่อพักผ่อนช่วงวันหยุดระหว่างที่มาทำงานรับเหมาอยู่ที่ อ.หาดใหญ่

ด้านเจ้าหน้าที่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะชี้ชัดได้ว่า นายสุริยาสูญหายไปด้วยสาเหตุใด แต่เป็นไปได้สูงว่าอาจจะพลัดตกจากชั้น 3 เนื่องจากจุดที่พบเสื้อผ้าอยู่ใกล้กับแนวหน้าผาของน้ำตก ซึ่งอาจจะถูกกระแสน้ำพัดลงมา ซึ่งบริเวณดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวพลัดตกลงมาแล้วหลายราย สำหรับน้ำตกแห่งนี้มีทั้งหมด 7 ชั้น มีชื่อเรียกว่าโตนงาช้าง เนื่องจากมีน้ำไหลเทลงมาสีขาวสองสายข้างโขดหิน ถ้าดูไกลๆ จะมีลักษณะโดดเด่นสวยงามเหมือนงาช้าง

ที่มา>>>Thairath

กรมอุทยานฯ ประชุม จนท. ก่อนเคลื่อนย้ายเสือ วัดหลวงตามหาบัวพรุ่งนี้

เครดิตภาพจาก : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ประชุมเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ ก่อนเข้าขนย้ายเสือโคร่งของกลาง 137 ตัว ที่วัดป่าหลวงตามหาบัว วันพรุ่งนี้ ระบุหากวัดไม่ให้ความร่วมมือเตรียมนำมาตรการทางกฎหมายมาใช้

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 29 พ.ค. 2559 ที่ห้องประชุมสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี นายอดิสรณ์ นุชดำรง รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินทางไปร่วมประชุมซักซ้อม ทำความเข้าใจแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ที่จะเข้าดำเนินการขนย้ายเสือที่อยู่ภายในวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน อำเภอไทรโยค ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) เวลา 09.00 น.นายอดิศร เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาเพื่อประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการขนย้ายเสือโคร่ง โดยตามบัญชีของกลาง มีเสือโคร่งทั้งหมดจำนวน 147 ตัว ทำการขนย้ายออกไปแล้ว 2 ครั้ง รวม 10 ตัว เหลือยังอยู่ที่วัดเสืออีกจำนวน 137 ตัว สำหรับการดำเนินการ ทั้งนี้ จะเจรจากับทางตัวแทนวัดเสือก่อน จะใช้วิธีละมุนละม่อม แต่ขณะนี้ทราบว่าทางวัดเสือ ไม่ยอมเจรจาใดๆ ซึ่งคงต้องใช้วิธีการตามกฎหมายเป็นขั้นตอนในการปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยจะขอหมายจากศาลจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเข้าดำเนินการ ขณะนี้ก็ได้ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.กาญจนบุรี ตร.สภ.ไทรโยค ฝ่ายปกครองจังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายปกครองอำเภอไทรโยค ทหารพล.ร.9 มทบ.17 เพื่อร่วมปฏิบัติการให้สำเร็จต่อไป

มีรายงานข่าวว่า กรมอุทยานฯ ได้เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าในเรื่องการขนย้ายเสือโคร่ง จากวัดหลวงตามหาบัว หรือ วัดเสือ โดยได้ทำการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งจำนวนหนึ่ง จากสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน และเขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ไปดูแลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าโตนงาช้าง จ.สงขลา เพื่อเตรียมรองรับเสือโคร่งจากวัดเสือ โดยในวันนี้ มีกำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ พร้อมทีมสัตว์แพทย์จากสำนักคุ้มครองสัตว์ป่าได้เดินทางมาร่วมวางแผนการปฏิบัติ และมีการซักซ้อมการปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจากอุทยานฯ และหน่วยงานต่างๆ ของกรมอุทยาน รวมกว่า 200 คน

ที่มา>>>Thairath

จับเขมรซุกไก่ฟ้า จะไปเสียมราฐ! อ้างเชื่อแม่ค้าจตุจักร บอกถูก ก.ม.

จับหนุ่มเขมรซุกสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์เลี้ยงใต้รถเข็นผลไม้ ผ่านด่านอรัญฯ จะออกนอกประเทศ มีทั้งไก่ฟ้า เลิฟเบิร์ด กระต่าย ลูกสุนัข ปลาสวยงาม อ้างซื้อจากสวนจตุจักร แม่ค้าไทยบอกว่า ถูกกฎหมาย นำออกนอกประเทศได้…

วันที่ 26 พ.ค. 59 นายสุพัฒน์พงษ์ แซ่ลิ้ม หัวหน้าฝ่ายปราบปรามด่านศุลกากรอรัญประเทศฯ ประสานความร่วมมือกับ ร.อ.อภินันท์ สงครามชัย ผบ.ร้อย ทพ.1201 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จ.สระแก้ว และ พ.ต.ท.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผกก.ป.สภ.คลองลึก ตั้งจุดตรวจยานพาหนะเข้า-ออก ประเทศ บริเวณด่านพรมแดนคลองลึก หน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ พบกรรมกรชาวเขมรเข็นรถเข็นสองล้อลากเลื่อน บรรทุกผักผลไม้มาเต็มคันรถเข็นออกจากตลาดโรงเกลือ มุ่งหน้าผ่านด่านพรมแดนอรัญประเทศ จะนำออกไปฝั่งกัมพูชา

เมื่อถึงจุดตรวจร่วม เจ้าหน้าที่ได้ขอตรวจค้นพบสัตว์ป่าคุ้มครอง สัตว์เลี้ยงและปลาสวยงาม บรรจุลังกระดาษและถุงพลาสติกขนาดใหญ่จำนวนมากซุกซ่อนอยู่ภายในรถเข็นใต้พืชผักผลไม้ โดยมีนายเตีย เทือนปา อายุ 23 ปี ชาวกัมพูชา อ้างตัวเป็นเจ้าของสินค้า มีพาสปอร์ตเดินทางเข้าประเทศอย่างถูกต้อง แต่ไม่มีเอกสารการครอบครองสัตว์ และเอกสารการขออนุญาตนำสัตว์ออกนอกประเทศจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งอยู่ในบัญชีสัญญาไซเตส 2 ชนิด คือไก่ฟ้า จำนวน 5 ตัว และนกแก้วเลิฟเบิร์ด จำนวน 33 ตัว ที่เหลือมีกระต่ายพันธ์ุสวยงาม 52 ตัว ไก่แจ้พันธ์ุไทย 10 ตัว หนูแฮมสเตอร์ 3 ตัว  ลูกสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน 5 ตัว ลูกสุนัขพันธ์ุรอตไวเลอร์ 5 ตัว และลูกสุนัขพันธุ์โกลเด้นฯ 1 ตัว

นอกจากนี้ ยังมีปลากัด ปลาหมอสี และปลาสวยงามอีกหลายชนิดบรรจุในถุงพลาสติกใสขนาดใหญ่บรรจุอากาศจำนวนกว่า 70 ถุง หรือประมาณกว่า 10,000 ตัว จึงแจ้งข้อหามีสัตว์ป่าคุ้มครองในบัญชีสัญญาไซเตส ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพยายามนำสัตว์เลี้ยงและสัตว์น้ำต้องห้ามลักลอบนำออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ควบคุมตัวพร้อมของกลางมาสอบสวนที่ สำนักงานด่านศุลกากรอรัญประเทศ นายเตีย เทือนปา ให้การอ้างว่าได้เดินทางไปซื้อปลาและสัตว์ต่างๆ มาจากสวนจตุจักร ใน กทม.เพื่อจะนำไปขายที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยพ่อค้า แม่ค้าในตลาดนัดสวนจตุจักร บอกว่าเป็นของถูกกฎหมายสามารถซื้อขาย และนำออกนอกประเทศได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพฤติกรรมมีการซุกซ่อน และปกปิดซ่อนเร้นอย่างมิดชิดจึงเชื่อว่านายเตีย เทือนปา รู้ว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายอยู่แล้ว จึงนำตัวส่ง สว.(สอบสวน) สภ.คลองลึก ดำเนินคดีและสอบขยายผลถึงต้นตอที่มาของสัตว์ป่าคุ้มครองเหล่านี้ต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

สาวกคู่จิ้นเว็บซีรีส์จีนกรี๊ด! ‘Timmy Xu’ เปิดคอนเสิร์ตครั้งแรกในไทย

Timmy Xu” เตรียมลัดฟ้าเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบ “Timmy Xu First Light Asia Tour 2016” ครั้งแรกในชีวิต หลังเคยร่วมจัดแฟนมีตติ้งจากเว็บซีรีส์ชื่อดังของจีน Addictionwebseries ในไทยมาแล้ว

เป็นอีกหนึ่งดาวรุ่งพุ่งแรงของเอเชีย สำหรับหนุ่มหล่อมากความสามารถ สวี่ เว่ยโจวหรือ ทิมมี่ สวี่ หลังจากโด่งดังสุดขีดจากบทบาทด้านการแสดง ในเว็บซีรีส์ชื่อดัง Addictionwebseries ซึ่งเจ้าตัวและเพื่อนๆ เพิ่งจะมาสร้างปรากฏการณ์แฟนมีตติ้งสุดร้อนแรงในไทยไป และได้รับการตอบรับจากแฟนๆ ชาวไทยแบบถล่มทลาย ปลุกกระแสจีนฟีเว่อร์ให้กลับมาดังที่ไทยได้อีกครั้ง

โดยล่าสุดเจ้าตัวได้ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิต กับอัลบั้ม “Light” และได้รับกระแสตอบรับจากแฟนๆ ทั่วเอเชีย โดยอัลบั้มวางขายในวันแรก มียอดจำหน่ายกว่า 10,000 ชุด และส่งเพลง “Light” ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งของจีนไปได้อย่างสวยงาม แต่กระแสความฮอตของหนุ่ม เว่ยโจว ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะเมื่อเช้าวันที่ 10 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดขายบัตรแฟนมีตติ้งเดี่ยวเปิดอัลบั้มครั้งแรกของเขา และสามารถทุบสถิติเปิดขายบัตรเพียง 3 นาที บัตรก็จำหน่ายหมดเกลี้ยง เรียกว่าของเขาดีจริงๆ

และเพื่อเป็นการเอาใจแฟนคลับชาวไทยและแฟนคลับแดนกิมจิ ผู้จัดไฟแรงอย่าง SNP Media Hub ได้เตรียมจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตของผู้ชายคนนี้ ขอบอกว่างานนี้พี่เขาไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเตรียมทั้ง ร้อง เล่น เต้น โชว์ ทุกความสามารถของเขา จะเปล่งประกายบนเวทีแห่งนี้ใน “Timmy Xu First Light Asia Tour 2016” โดยจะเปิดการแสดงที่ กรุงโซล เกาหลีใต้ ในวันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน 2016 ณ KBS Arena South Korea และที่เมืองไทยจะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม 2559 ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ส่วนรายละเอียดการขายบัตรสามารถติดตามได้จากทาง www.snpmediahub.com

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของหนุ่มเว่ยโจว พร้อมพิสูจน์ความสามารถที่หลากหลายของเขาใน “Timmy Xu First Light Asia Tour 2016” ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของคอนเสิร์ตได้ที่ SNP Media Hub Fanpage หรือ www.snpmediahub.com แล้วจะรู้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้เหมาะกับคำว่า “แสงสว่างเปล่งประกายดั่งแสงแรก” จริงๆ

ที่มา>>>Thairath

ฮือไล่! เจ้าอาวาสวัดป่าเรไลย์สึก พบพฤติกรรมฉาวโฉ่ ส่งดำเนินคดีต่อ

ฮือไล่!! ชาวบ้านไผ่ล้อม อ.เมืองนครสวรรค์ บุกเข้าวัดป่าเรไลย์ ขับไล่เจ้าอาวาสสึก หลังทราบมีพฤติกรรมนำรถไปรับเด็กสาวอายุ 15 ปี ที่โรงเรียนทุกวัน ก่อนจะพาเข้ากุฏิและอยู่กันสองต่อสองหลายชั่วโมง เจ้าคณะ อ.เมืองนครสวรรค์ ทำการสอบสวนและพบว่าเป็นเรื่องจริง จึงทำการสึกและส่งให้ ตร.ดำเนินคดี…

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีชาวบ้านไผ่ล้อม ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสวรรค์ กว่า 70 คน บุกเข้าวัดป่าเรไลย์ เพื่อขับไล่เจ้าอาวาสวัด (พระอธิการวรรณพ ฉวยฉาบ อายุ 53 ปี) ให้พ้นจากความเป็นพระ หลังทราบว่ามีการนำรถยนต์ส่วนตัวไปรับตัวเด็กหญิงอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นลูกของคนในหมู่บ้าน ที่อยู่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ช่วงหลังเลิกเรียนเป็นประจำ เพื่อพาเข้ากุฏิ และอยู่กันแบบสองต่อสองเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่พระราชพุฒิเมธี เจ้าคณะอำเภอเมืองนครสวรรค์ ได้ทราบเรื่องและทำการสอบสวน พบว่าทางเจ้าอาวาสวัดดังกล่าว ได้ทำผิดอย่างที่ชาวบ้านกล่าวหาจริง หลังจากนั้นทางเจ้าคณะอำเภอจึงได้ทำการสึก และส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ซึ่งในส่วนชาวบ้านต่างก็พอใจและแยกย้ายกลับบ้านชาวบ้านไผ่ล้อม อ.เมืองนครสวรรค์ บุกเข้าวัดป่าเรไลย์ ขับไล่เจ้าอาวาสสึก หลังทราบมีพฤติกรรมนำรถไปรับเด็กสาวอายุ 15 ปี ที่โรงเรียนทุกวัน ก่อนไปอยู่ในกุฏิด้วยกันวันละหลายชม.

นายอนันต์ นามอยู่เย็น กำนันตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า เจ้าอาวาสวัดรูปนี้ได้มีการนำรถไปรับเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้าน ช่วงหลังเลิกเรียน โดยจะใช้เงินหว่านล้อมเพื่อหลอกล่อให้เด็กเข้าไปในกุฏิและอยู่แบบสองต่อสองกันเป็นประจำ จนชาวบ้านในพื้นที่เกิดความสงสัยและแอบติดตามถ่ายคลิปได้ในที่สุด ซึ่งตรงนี้เองทางเด็กผู้หญิงก็มีการยอมรับ ทางชาวบ้านทั้งหมดจึงมารวมตัวกันขับไล่ให้ออกจากความเป็นพระ เพื่อไม่ให้ศาสนาเป็นที่เสื่อมเสียต่อไป.ขณะเจ้าอาวาสรายดังกล่าว ทำการสึกจากการเป็นพระ

ที่มา>>>Thairath

ชาวเกาะลิบง ปลื้ม! นายกฯ ชมช่วย นทท.สเปน เรือยอชต์ล่ม คนทั้งชาติภูมิใจ

ชาวเกาะลิบง จ.ตรัง ปลื้ม “บิ๊กตู่” ชื่นชม ช่วยนักท่องเที่ยวสเปน เรือยอชต์ล่ม ชี้ ทำดีไม่หวังผล เชื่อคนทั้งประเทศภูมิใจ เพราะน้ำใจแบบไทยอยู่ในสายเลือดทุกคน ขณะครอบครัวสเปน เขียนจดหมายขอบคุณ บอกเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 59 นายอ่าสาน คนขยัน ผู้ใหญ่บ้าน ม.5 บ้านหลังเขา ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง พร้อมด้วย นายอับดุลรอหีม ขุนรักษา กำนันตำบลเกาะลิบง และผู้นำท้องถิ่น รวมถึงพี่น้องชาวเกาะลิบง รู้สึกปลื้มใจมาก หลังทราบข่าวว่า พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวชื่นชมชาวเกาะลิบง ที่ช่วยเหลือครอบครัวนักท่องเที่ยวสเปน เรือยอชต์ล่ม (เรือยอชต์จมทะเลลิบง ชาวบ้านช่วยครอบครัวสเปน 4 ชีวิตปลอดภัย) เป็นการทำดีไม่หวังผล จึงนับเป็นความดีอันแท้จริง เชื่อว่าชาวตรัง และคนทั้งประเทศภูมิใจ น้ำใจแบบไทยอยู่ในสายเลือดทุกคน

ซึ่งประกาศจากโฆษกรัฐบาล ระบุว่า สืบเนื่องจากครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวสเปน จำนวน 4 คน ล่องเรือจากลังกาวี ไปยังเกาะภูเก็ต ระหว่างทางประสบพายุลมแรง เรือยอชต์เสียหลักชนหินโสโครก เป็นเหตุให้เพลาเรือเสียหาย แต่ได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้าน ม.5 บ้านหลังเขา ต.เกาะลิบง ช่วยกันลากเรือเข้าสู่ฝั่งพร้อมช่วยดูแลครอบครัวนักท่องเที่ยว ให้ที่พัก ช่วยซ่อมแซมเรือ ช่วยขนลำเลียงสัมภาระ และปลอบประโลมให้กำลังใจในการประสบเหตุ แม้เรือยอชต์ จะถูกคลื่นซัดออกจากฝั่งไปอีกครั้งในตอนกลางคืนจนได้รับความเสียหายมากขึ้น ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้อ ระดมแรงกันออกไปช่วยลากเรือยอร์ชกลับเข้าฝั่งจนสำเร็จ สร้างความประทับใจ และซาบซึ้งใจให้ครอบครัวนักท่องเที่ยวชาวสเปนอย่างมาก

“พล.อ.ประยุทธ์ ฝากแสดงความชื่นชมในน้ำใจของชาวเกาะลิบงทุกคน ที่แสดงให้เห็นถึงการตั้งใจทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ถือเป็นความดีอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง เชื่อว่าพี่น้องชาวตรัง และพี่น้องประชาชนทั้งประเทศภาคภูมิใจในการกระทำของทุกๆ ท่าน และขอขอบคุณอีกครั้งในการทำหน้าที่เจ้าของบ้านที่ดี และมั่นใจว่า น้ำใจเอื้ออารีแบบนี้มีอยู่ในสายเลือดคนไทยทุกคน”ชาวเกาะลิบง จ.ตรัง ปลื้ม “บิ๊กตู่” ชม ช่วยนักท่องเที่ยวสเปน เรือยอชต์ล่ม ชี้ ทำดีไม่หวังผล คนทั้งประเทศภาคภูมิใจ

นอกจากนี้ นายอ่าสาน เผยอีกว่า ครอบครัวชาวสเปน จะเดินทางไปยัง จ.ภูเก็ต และกลับประเทศในวันที่ 7 มิ.ย. 59 โดยได้เขียนจดหมายไว้ 1 ฉบับ เพื่อแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งกับการช่วยเหลือของพี่น้องชาวเกาะลิบง ความว่า “เราขอขอบคุณจากใจถึงชาวเกาะลิบง พวกเรามีความสุขมากที่ได้มาเยือนที่เกาะลิบง โชคชะตาทำให้เราได้มาแวะที่เกาะนี้ ชาวเกาะลิบง เปรียบเสมือนครอบครัวใหม่ของเรา เราคิดว่ามันเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 เราจะไม่มีวันลืมเกาะแห่งนี้ และเราจะกลับมาเยือนอีกครั้ง เพื่อพบปะกับเพื่อนและครอบครัวของเรา” พร้อมลงท้ายว่า ขอบคุณครับ ครอบครัว สเปน-ไทย โจเอล เอเดรียนา โซ และ โนอา ซึ่งข้อความดังกล่าวยิ่งทำให้ชาวเกาะลิบง ปลาบปลื้มต่อความรู้สึกที่ดีและมิตรภาพระหว่างครอบครัวชาวสเปน กับชาวเกาะลิบง.

ที่มา>>>Thairath